สถาบันวิปัสสนาธุระ มจร

ธรรมชาติ....ให้ชีวิตมนุษย์

ธรรมชาติ...ให้ชีวิตมนุษย์


ชีวิตทุกชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เมื่อลืมตาขึ้นมายามเช้า สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืม คือ อย่าลืมมองดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก เราเคยสั่งเกตุ เคยดูแลบ้างหรือเปล่าว่า เราควรดูแลอะไรให้เป็นพิเศษ ควรเอาใจใส่ตรวจตราดูแลเอาใจใส่ เพราะการดูลมหายใจอยู่เสมอนั้น เป็นการทำความสะอาดภายใน สิ่งที่ทำให้ภายในเราไม่สะอาดคือ ความคิด ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ความคิดของเราเกิดขึ้นจิตใจ ดังนั้นการทำความสะอาดจิตที่ดีที่สุด ก็คือการหยุดคิดนั้นเอง
ตัวเราที่ยืน เดิน นั่ง นอนอยู่ได้ สรุปรวมแล้วก็มีเพียง กายกับจิต หรือ ร่างกายกับจิตใจ ถ้าจิตของเราอุปมาเหมือนร่างกาย ร่างกายเราทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ถ้าไม่ได้ทำความแม้เพียงวันเดียว ก็จะเกิดอาการคันตามตัวต่างๆ นาๆ ส่วนจิตของเราอยู่ภายใน สิ่งที่ทำให้จิตใจของไม่สะอาด ก็คือความคิด เพราะความคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา หากปล่อยให้คิดมากเกินไป ก็ทำให้ฟุ้งซ่าน อาการของจิตใจที่ฟุ้งซ่านนั่น เกิดจากการขาดการพักผ่อนของจิต ดังนั่นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของจิตก็คือการหยุดคิดนั่นเอง
คนส่วนใหญ่ ได้รับการพร่ำสอนมาแต่เด็กๆ ให้ดูแลทำความสะอาดแต่ภายนอก คือร่างกาย เมื่อลืมตาขึ้นมายามเช้า ก็ได้ยินเสียงบอกว่าให้ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำแต่งตัวให้สะอาด สอนให้ทำความสะอาดแต่ภายนอก สิ่งที่ขาดไป หรือสิ่งที่ควรถูกพร่ำสอนพร้อมกันมาแต่เด็กๆ คือต้องให้รู้วิธีทำความสะอาดภายในด้วย คือทำความสะอาดจิตใจด้วย ดังข้ออุปมาที่จะนำมากล่าวต่อไป เพื่อให้มองความไม่งามของร่างกายที่คนเราต่างพากันยึดติดในความสวยงาม และยึดมั่นถือมั่นกัน

มองร่างกายของมนุษย์ผ่านข้ออุปมา


ร่างกายอุปมาเหมือนบ่อน้ำครำ – ฝีใหญ่
นัยสำคัญแห่งอุปมานี้ เพื่อให้มองเห็นความจริง ที่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตในส่วนที่เป็นร่างกายให้เห็นเป็นอสุภะ การนำอุปมาคือบ่อน้ำครำ - ฝีใหญ่มาใช้อธิบายย่อมแสดงให้เห็นว่าร่างกายเป็นของน่าเกลียด เต็มไปด้วยของสกปรก เปื่อยเน่า เพราะบ่อน้ำครำ เป็น แหล่งสะสมเชื้อโรคชนิดต่างๆ อันเกิดจากที่สกปรกหมักหมมทับถมรวมกันจนเกิดการเปื่อยเน่า ส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกลียด น่าขยะแขยง เป็นบ้านของเหล่าเชื้อโรคอย่างดีนั่นเอง หากเชื้อโรคเหล่านั้นมาสัมผัสเข้ากับคน ก็จะส่งผลให้คนเจ็บป่วยไปต่างๆ นาๆ ส่วนฝีใหญ่ เราก็จะเห็นได้ว่า เกิดจากเชื้อโรค ทำให้ร่างกายอักเสบพุพอง เป็นหนอง เกิดการติดเชื้อ ทำให้ปวดร้าวระบมทุกข์ทรมาน เมื่อฝีนั้นแตกออกก็จะมีรอยแผลที่น่าเกลียดทั้งแก่ตนและผู้อื่น
ซึ่งเปรียบเทียบได้กับชีวิตในส่วนของร่างกายเป็นของน่าเกลียด สกปรก เปื่อยเน่า เป็นแหล่งเชื้อโรค เป็นรังของโรค มีเชื้อโรคชนิดต่างๆ สะสมอยู่ในร่างกายคนมากมาย ไม่ต่างจากบ่อน้ำครำเลย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส พยาธิชนิดต่างๆฯลฯ ล้วนอาศัยอยู่ในร่างกายของคนทั้งสิ้น เพียงแต่คนเรามองไม่เห็นเท่านั้นเอง รวมไปถึงน้ำเลือด น้ำหนองก็มีอยู่ในร่างกายเช่นกัน
ดังนั้น จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้มีปัญญาจะหลงไหลในร่างกายที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค ที่เป็นน้ำเลือด น้ำหนองนั้น ควรมองเห็นโลกและชีวิตตามความเป็นจริง ว่าเป็นของไม่สวยไม่งาม ไม่ควรหลงงมงายอยู่กับความลวงของสิ่งปรากฏภายนอกอันเป็นมายาแห่งโลก ความยึดมั่นในตัวตนอย่างมืดบอดซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งความชั่วช้าเลวทรามนั้น แต่ควรพิจารณาเห็นร่างกายเป็นอสุภะด้วยปัญญาอันชอบ เพื่อจะเป็นทางตรงไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งดวงจิตที่เคยหมักหมมมานาน

ร่างกายอุปมาเหมือนอุจจาระในส้วม
นัยสำคัญแห่งอุปมานี้ ก็คือ ชี้ให้เห็นความเป็นจริง ที่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตในส่วนที่เป็นร่างกายให้เห็นเป็นของไม่งาม น่าเกลียด การนำอุปมาคือ อุจจาระในส้วม มาใช้อธิบายให้เห็นความจริง ย่อมแสดงให้เห็นว่าร่างกายเป็นของน่าเกลียด เต็มไปด้วยของสกปรก เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล และเปื่อยเน่า ไม่ควรหลงยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าอุจจาระ คือสิ่งปฏิกูลที่เป็นของเสียจากอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ แล้วไปสะสมอยู่ในร่างกายของเรา ต้องมีการระบายทิ้งออกไป ไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นพิษ หรือเป็นโทษแก่ร่างกาย ในอุจจาระ ก็ประกอบไปด้วยกากอาหาร มีกลิ่นเหม็น ไม่เป็นที่ปรารถนาของใครๆ หากว่าอุจจาระนั้น เรี่ยราดออกมาเพียงเล็กน้อยก็สร้างความน่าเกลียด ความขยะแขยงอย่างยิ่ง แม้ผู้เป็นเจ้าของเองก็เอือมระอาอยู่นั่นเอง และถ้าเป็นอุจจาระจำนวนมากที่รวมกันอยู่ในส้วมก็ยิ่งน่าเกลียดน่าขยะแขยงมากขึ้นอีก
ซึ่งเปรียบเทียบได้กับร่างกายของคนเราเป็นของสกปรก เต็มไปด้วยอุจจาระเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอุจจาระที่เป็นกากอาหารจากที่เรากินเข้าไปก็สะสมอยู่ในร่างกาย ที่ผิวหนังก็มีอุจจาระที่เรียกว่าขี้ไคล บนหัวก็มีอุจจาระ ที่เรียกว่าขี้หัว ในตาก็มีอุจจาระ ที่เรียกว่าขี้ตา ในหูก็มีอุจจาระ ที่เรียกว่าขี้หู ในจมูกก็มีอุจจาระ ที่เรียกว่าขี้จมูก ในปากก็มีอุจจาระ ที่เรียกว่าขี้ฟันเป็นต้น
ดังนั้นจึงไม่ควรห่วงใย และหลงมัวเมาในร่างกาย ควรละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่า เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกต่างๆ นี้ไปเสีย เมื่อคนปลดเปลื้องจากร่างกายอันน่ารังเกียจ ที่เต็มไปด้วยอุจจาระแล้วก็จะทำให้เราได้มองเห็นความเป็นจริง จะทำให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างมีความสุข เพราะเราไม่มีความห่วงใย ในร่างกายที่เปื่อยเน่าเป็นที่รวมอุจจาระนี้

ร่างกายอุปมาเหมือนซากศพงู - สุนัข - มนุษย์
นัยสำคัญแห่งอุปมานี้ ก็คือ การแสดงออกของความเป็นจริง ที่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิตในส่วนที่เป็นร่างกายให้เห็นเป็นอสุภะ การนำอุปมาคือ ซากศพงู-สุนัข-มนุษย์ มาใช้อธิบายนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าร่างกายเป็นของน่าเกลียด เต็มไปด้วยของสกปรก เปื่อยเน่า ไม่ควรหลงยึดมั่นถือมั่น เพราะว่าสัตว์และคนเราพอตายแล้วเป็นซากศพ ก็ยิ่งโสโครกใหญ่ ร่างกายที่เคยผ่องใส ก็กลายเป็นซากศพที่ขึ้นอืดพอง น้ำเหลืองไหลมีกลิ่นเหม็นตลบไปทั่วบริเวณ คนที่เคยรักกันปานจะกลืน พอสิ้นลมปราณลงไปในทันทีก็พลันเกลียดกัน แม้แต่จะเอามือเข้าไปแตะต้องก็ไม่ต้องการ บางรายแม้แต่จะมองก็ไม่อยากมอง มีความรังเกียจซากศพ ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่ออยู่รักและหวงแหน จะไปสังคมสมาคมคบหา สมาคมกับใครอื่นไม่ได้ ทราบเข้าเมื่อไรเป็นมีเรื่อง แต่พอตายจากกันวันเดียวก็มองเห็นคนที่แสนรักกลายเป็นศัตรูกัน กลัววิญญาณคนตายจะมาหลอกมาหลอน เกรงคนที่แสนรักจะมาทำอันตราย ความเลวร้ายของสังขารร่างกายเป็นอย่างนี้
ซึ่งเปรียบเทียบได้ว่า ร่างกายของคนก็เหมือนซากศพดังกล่าว เพราะความจริงแล้วร่างกายของคนเป็นของน่าเกลียดโสโครก มีกลิ่นเหม็นคุ้ง มีสภาพขึ้นอืดพอง มีน้ำเลือดน้ำหนองเต็มร่างกาย หาอะไรที่จะพอพิสูจน์ได้ว่า น่ารักน่าชมไม่มีเลย สภาพของร่างกายที่พอจะมองเห็นว่าสวยสดงดงาม พอที่จะอวดได้ก็มีนิดเดียว คือ หนังกำพร้าที่ปกปิดอวัยวะภายในทำให้มองไม่เห็นสิ่งโสโครก คือ น้ำเลือด น้ำหนอง ดี เสลด ไขมัน อุจจาระ ปัสสาวะ ที่ปรากฏอยู่ภายใน แต่ทว่าหนังกำพร้านั้นใช่ว่าจะสวยสดงดงามจริงเสมอไปก็หาไม่ ถ้าไม่คอยขัดถูแล้วไม่นานเท่าใด คือไม่เกินสองวันที่ไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย หนังที่สดใสก็กลายเป็นสิ่งโสโครกเหม็นสาบเหม็นสาง ตัวเองก็รังเกียจตัวเอง เมื่อมีชีวิตอยู่ก็เอาดีไม่ได้
ดังนั้นเมื่อพิจารณากำหนดทราบว่าร่างกายของคนเรา ก็เหมือนซากศพทั้งหลายที่น่าเกลียด ก็ควรน้อมนึกถึงสิ่งที่ตนรัก คือคนที่รัก ที่ปรารถนา ที่เราเห็นว่าเขาสวยเขางาม เอาความจริงจากซากอสุภะเข้าไปเปรียบเทียบดู พิจารณาว่า คนที่เรารักแสนรัก ที่เห็นว่าเขาสวยสดงดงามนั้น เขากับซากศพนี้มีอะไรแตกต่างกันบ้าง เดิมซากศพนี้ก็มีชีวิตเหมือนเขา พูดได้เดินได้ ทำงานได้ แสดงความรักได้ เอาอกเอาใจได้ แต่งตัวให้สวยสดงดงามได้ ทำอะไรๆ ได้ทุกอย่าง ตามที่คนรักของเราทำ แต่บัดนี้เขาเป็นอย่างนี้ คนรักของเราก็เป็นอย่างเขา เราจะมานั่งหลอกตนเองว่า เขาสวย เขางาม น่ารัก น่าปรารถนาอยู่เพื่อเหตุใด แม้แต่ตัวเราเองสิ่งที่เรามัวเมากาย เมาชีวิต หลงใหลว่า ร่างกายเราสวยสดงามวิไล ไม่ว่าอะไรน่ารักน่าชมไปหมด ผิวที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคล เราก็เอาน้ำมาล้าง เอาสบู่มาฟอก นำแป้งมาทา เอาน้ำหอมมาพรม แล้วก็เอาผ้าที่เต็มไปด้วยสีมาหุ้มห่อ เอาวัตถุมีสีต่างๆ มาห้อยมาคล้องมองดูคล้ายบ้าหอบฟางแล้วก็ชมตัวเองว่าสวยสดงดงาม ลืมคิดถึงสภาพความเป็นจริง ที่เราเองก็หอบเอาความโสโครกเข้าไว้พอแรง เราเองเรารู้ว่าในกายเราสะอาดหรือสกปรก ปากเราที่ชมว่าปากสวย ในปากเต็มไปด้วยเสลดน้ำลาย น้ำลายของเราเองเมื่ออยู่ในปากอมได้ กลืนได้ แต่พอบ้วนออกมาแล้วกลับรังเกียจไม่กล้าแม้แต่จะเอามือแตะนี่เป็นสิ่งสกปรกที่มีอยู่ในตัวเรา ผู้ฉลาดจึงควรรีบเร่งทำความดี เหมือนดังบุคคลมีศรีษะกำลังถูกไฟไหม้ ต้องรีบเร่งดับไฟ ควรหมั่นระลึกถึงซากศพอันน่าเกลียดนี้ทุกลมหายใจเข้าออก

ที่ยกข้ออุปมามากล่าวในที่นี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า ร่างกายของเรากับจิตใจ เราควรเอาใจใส่ดูอะไรมากกว่ากัน



โดย วรญาโณภิกขุ
๒๔ / ๐๙ / ๕๒

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น