สถาบันวิปัสสนาธุระ มจร

คำสอนหลวงพ่อท่อน ญาณธโร

คำสอน หลวงปู่ท่อน ญาณธโร -
การแผ่เมตตา ต้องแผ่เป็นอัปปมัญญา - ถ้ามีว่าคนนี้รัก ให้มากๆ - คนไม่ชอบใจ ไม่ให้ - แสดงถึงความมีอคติ - ต้องให้เท่าเทียม ไม่เจาะจง ให้หมด ใจจึงจะเป็นกลาง ให้หมดแหละ - แผ่เมตตาให้เต็มดวง -พ่อแม่จะได้บุญน้อยลงไปไหม ไม่หรอก - เหมือนพระอาทิตย์ส่องโลก มันก็สว่างไปหมดทั่วทุกมุมโลก ทุกคนก็เห็นความสว่างเท่ากันหมด- เวลาไหนเราไม่ปรุงไม่แต่งไปตามสังขาร -ราคะ โทสะ โมหะ สังขารปรุงไม่ได้ - เรียกนิพพานชั่วขณะ- ที่ว่าว่างๆ นั้นคือ -มันว่างจากอารมณ์ยินดียินร้าย - แต่ความรู้ไม่ว่าง - รู้ชัดทุกลมหายใจ - หายใจเข้าก็รู้ชัด หายใจออกก็รู้ชัด รู้อยู่ตลอดเวลา - แต่ว่างจากอารมณ์ยินดียินร้าย -เหมือนดังชามที่ว่าง ไม่มีอะไร- ให้มีความเมตตาปรารถนากับสรรพสัตว์จริงๆ อย่างไม่มีประมาณ - ไม่ว่าคนนั้นสัตว์นั้นจะดีกับเราแค่ไหน หรือร้ายกับเราขนาดไหน - ก็ให้เมตตาปรารถนาดีเท่าเทียมกัน - อย่าให้มีเลือกที่รักมักที่ชังแม้แต่น้อย - ให้เหมือนดังแม่เมตตาลูก - ไม่คิดจะทำให้ทุกข์แม้แต่น้อย ทั้งกายวาจาใจ- ตามดูอาการหลับให้ละเอียด - มันค่อยๆหลับไปอย่างไร_______________________________________________________________________- ให้ดูกระดูกอย่างเดียว ดูจุดเดียว - อย่าไปพิจารณากาย 32- งานมันมาก เอาอย่างเดียว เอามันให้แจ้ง - มันก็คลายได้ เอามันอยู่อย่างนั้น- ผ้าจีวร ให้เป็นผ้าขี้ริ้ว ผ้าราคาถูกแค่ไหน แพงหรือดีแค่ไหน - กายมันก็ไม่รู้อะไรด้วย - เอามาคลุมกาย กายมันก็เฉยๆ อยู่ไม่เห็นว่าอะไร - มีแต่กิเลสมันไปยึดโน้นยึดนี้ ยึดสมมติทางโลก - ต้องอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดี แล้วก็ทุกข์เอง- ถ้าเราเสียเปรียบ เราดีใจ - ถ้าเราได้เปรียบ เราเสียใจ - อันไหนดีให้เขา - ของเราอย่างไรก็ได้ --> นี่เรียกคนใจเจริญ- ให้เขานิดเดียว เราเอามากๆ - ไม่ดีเลย - เราผิดธรรม ตำหนิตัวเอง ใจเราเสื่อม ใจเราไม่ดี- ให้เอาชนะความตระหนี่เหนียวแน่นด้วยความเสียสละ- ถ้ายังคิดว่าเราจะเอาชนะคนอื่นด้วยการเอารัดเอาเปรียบเขา - ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แพ้(ตนเอง) ตลอดไป- การปฏิบัติธรรม -อย่าอยากได้ อยากเห็นอยากเป็นใดๆเลย - ให้รู้มันอยู่อย่างเดียว มีอะไรก็ช่าง รู้อยู่อย่างเดียว -ถ้าอยากก็ไม่ไปไหน เป็นสมาธิอยู่ก็หลุดจากสมาธิ- เราปฏิบัติเพื่อความปล่อยวาง เพื่อละความยึดมั่นต่างๆ เพื่อละความยินดียินร้าย - เราเป็นผู้ดู ไม่ใช้ผู้บังคับให้มันเป็น_______________________________________________________________________- ครั้งหนึ่ง หลวงปู่นั่งภาวนา แต่ในหมู่บ้านตีกลองเสียงดังมาก - หลวงปู่จึงเปลี่ยนเสียงที่รำคาญใจเป็นเสียงธรรม - หูได้ยินอยู่ แต่มันดังเป็นเสียงธรรมที่ใจ - เสียงของกลอง ป๊ะโทนๆ ป๊ะโทนๆ - เวลามาดังที่ใจเป็น ทำจริงๆ ได้ผลจริงๆ - ไม่มีห่วง ไม่มีดีใจ ไม่มีเสียใจ ไม่มีพอใจ ไม่มีหัวเราะ ไม่มีร้องไห้ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีดี ไม่มีเลว- จึงใกล้นิพพาน- ถ้ายังห่วง -แสดงว่ายังไกลอยู่ ยังเก็บ ยังกอบ ยังกำ ยังโกยอยู่ - แสดงว่ายังห่างอยู่มากอยู่ - เราจะไม่ให้มีความห่วงอยู่เลย - จะไม่ให้มีความตระหนี่ถี่เหนียวมาเป็นใหญ่กว่าใจเราได้เลย - เราจะขูดออกขัดออก- น้ำใสน้ำนิ่ง จะเห็นปลา เห็นทรายชัด - ถ้าน้ำกระเพื่อมก็ไม่เห็น - เปรียบกับจิตที่เป็นหนึ่ง หยุดนิ่งย่อมรู้หมด มีอะไรรู้หมด รู้จิตผู้อื่น- ต้องทำให้เป็นวสี จึงจะรู้ได้ตลอด- ถาม- มีสิทธิ์ รู้ได้ไหมครับว่า ใครดี ใครไม่ดี ใครจะโกงเราตอบ - รู้อยู่ รู้ได้อยู่ที่ใจ แต่นักปราชญ์ท่านไม่รุกรานเขาหรอก - ถ้าเขาชั่วก็ชั่วของเขา - ถ้าเขาไม่ยอมกลับตัว มันก็ตัวของเขา - ครูบาอาจารย์ก็บอกไม่ได้แล้ว - เขาทำตัวเขาเอง เรื่องของเขา- วาจาใดที่ทำให้ตนเองบ้าง ทำให้ผู้อื่นบ้าง ไม่สบายหู ไม่สบายใจ - วาจานั้นถือว่าเป็นวาจาที่ไม่ควรพูด- เมื่อนกจับต้นไม้ต้นใด มันก็ถือว่าสักแต่จับอยู่เท่านั้น - เมื่อบินไปแล้วก็หมดเรื่อง ไม่มีความอาลัยกับต้นไม้นั้น- ต้องรวมพลังจิตไปอยู่จุดเดียว - จึงเกิดพลังพิเศษ จึงเห็นธรรม- วางอยู่เสมอๆ - เราก็จะไม่มี เราก็จะไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่หวง ไม่ห่วง ไม่ติดในห้วงมหรรณพ -สักว่าแต่อยู่ สักว่าแต่ใช้อาศัยไปเฉยๆ- ถ้าใจวางก็เหมือนคนตายแล้ว- ไม่มีอะไรจะยึดถือ - ว่าง...วางเฉย- ความสันโดษ มักน้อย - เป็นทรัพย์อันประเสริฐของผู้ต้องการความพ้นทุกข์_______________________________________________________________________- ผู้ใดได้รับความสงบมากๆ คนนั้นรวย - ผู้ใดสะสมกองกิเลสมากๆ มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐิพพะ ธรรมารมณ์มากๆ ฟุ่มเฟือยอยู่ในกามสุข - คนนั้นคนจน มีหนทางถึงหายนะแน่นอน- มัวแต่ห่วงโลกอยู่ เลยไม่ได้ไปพระนิพพาน - ผู้จะไปพระนิพพานได้ ท่านไม่ห่วง ไม่มีห่วงโลกห่วงใดๆ ทั้งนั้น -เรื่องรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ท่านตัดขาดพรวดไปเลย ไม่มีอีกแล้ว - เรียกว่าตัดกิเลสตาย คลายกิเลสหลุด ถึงวิมุตติ มรรคผลนิพพาน สว่างโร่ ไม่มืดอีกแล้ว- ผู้เจริญย่อมไม่เบียดเบียนใคร ไม่อาฆาตใคร ไม่พยาบาทใคร - ให้อภัยแก่คนทุกจำพวก ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับใครเลย -ต้องพร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ - อย่างนี้ ใจเราสบาย- กิเลสเป็นของร้อนเผาตัวเอง - ให้รู้เท่ามัน -มันก็ไม่มารบกวนหรอก- ผู้จะไปพระนิพพาน- ต้องไม่มีอะไรข้องสักอย่าง - รูปเสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ไม่ข้อง- ต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่าย นอนง่าย มีแต่ง่ายๆ มันก็ไม่ข้อง- ใครจะว่าชั่วก็ตามที - ใครจะว่าดีก็ตามชัง - อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีดี ไม่มีชั่วตามใครทั้งนั้น - โลกธรรมถูกต้องไม่หวั่นไหว สบายตัวคนเดียวก็พอ- คนเราชอบหลงหาเรื่องข้องใส่ตัวเอง - เห็นรูปถูกใจๆ ก็ไปข้อง - เห็นเสียงถูกใจๆ ก็ไปข้อง - ได้กลิ่นหอมๆ ถูกใจก็ไปข้อง- รสอร่อยๆ ก็ไปข้อง - โผฏฐัพพะเครื่องถูกต้องร่างกาย อยากได้ผ้าดีๆ ที่นอนดีๆ ก็เป็นเครื่องข้อง- โลกทั้งหลาย เขาอยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะ - ติดกันอยู่แค่นี้ เขาทำไปตามอำนาจกิเลส - จะไปไหนๆ ทำอะไรๆ ก็เอากิเลสออกหน้า - ใส่ปุ๋ยให้ราคะ โทสะ โมหะ มันก็ใหญ่โตไปเรื่อยๆ - เพราะตามใจมันทุกอย่าง - ทำให้หลง หลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้ หลงยินดี หลงหาทั้งตาปี - หลงแล้วก็ติด ติดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ - พอมันพลัดพรากจากเราไปก็เป็นทุกข์ เพระความหลง - ถ้าไม่เพ่ง ไม่ตัดมันเสียก่อน มันก็มีกำลังอยู่อย่างนั้น_______________________________________________________________________- คนจะรวย ก็เพราะรวยน้ำใจมาก่อน - คนจะจน ก็เพราะจนน้ำใจมาก่อน- เกิดเป็นมนุษย์ใช้ร่างกายให้คุ้มค่า ศีลของเราดีหรือเปล่าทานของเราดีหรือเปล่าภาวนาของเราตั้งใจมั่นหรือเปล่า- ถ้าไม่แน่วแน่ ยังวอกแวก ไม่เป็นอันเดียว -มันก็งมโข่งไปเรื่อย- ถ้าเราแน่วแน่ในใจเต็มที่ ไว้วางใจตนเอง เป็นที่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องอะไร มีดวงจิตดวงเดียวเท่านั้น - เวลาตายยิ้มตาย ไม่กลัวอะไรเลย- ความเกษมสุข ความไม่เศร้าโศก -เป็นมงคล ใจจะรื่นเริงเสมอ- ถ้าเศร้าโศกจะเสียมงคลไปหมด - เหมือนต้นไม้มันเฉา แล้วน่าดูไหม - เอาน้ำมารด เอาปุ๋ยมาใส่ ชุ่มชื่นขึ้นมามันเป็นยังไง - มันสดชื่นน่าชม- เป็นนิมิตก็ดี เป็นอะไรก็ดี - ของเหล่านั้นไม่ใช่เราหรอก - อย่าไปถือว่าเป็นเรา - มันไม่รู้อะไร มันแค่ปรากฎเป็นตนเป็นตัวขึ้นมา -เป็นภาพลวงตา ลวงใจเราให้ไปหลงมันซื่อๆ หรอก - อย่าหลงตะครุบเงา อย่าหลงไปตามสัญญาอรมณ์ ส่งออกนอก - เห็นนั้น เห็นนี่ ตัวไหนไปเห็น - หายใจเข้า รู้ -หายใจออกรู้ -อย่าหลงเอามาเป็นเรา เพียงไปเห็นเฉยๆ -ถ้าเอาลมมาเป็นเรา ก็ตะครุบเงา - ไม่ได้ตะครุบตัวจริง- ความโกรธทำลายผิวพรรณ - ขี้โกรธ ผิวพรรณจะขี้ริ้ว เป็นไฝ เป็นฝ้า ไม่ดี - ถ้าไม่มีความโกรธ สีสันวรรณะ จะดี ไม่เปลืองเครื่องสำอางใดๆเลย- กิเลสมันเหนียวมันแน่น ความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นต้น - เอาอะไรมาขัดมันออก มันเหนียว เหนียวจริงๆ - ท่านจึงบัญญัติว่า ทานัง เทติ - ให้ทานเป็นเครื่องขัดเครื่องเกลากิเลสในหัวใจ - ความตระหนี่ก็จะเบาบางไป - จึงควรทำทานอยู่บ่อยๆ_______________________________________________________________________- ไม่ว่าประเทศไหน -เอาความโลภเป็นหัวหน้าปฏิบัติงาน - พังทุกราย - ความโลภเป็นอันตรายแก่ธรรมทั้งหลาย แก่ความเจริญทั้งหลาย - โลภมากเท่าไร เป็นอันตรายแก่ตัวเองเท่านั้น- รีบกำจัดความโลภ ด้วยการทำทานขัดเกลากิเลส - อย่าให้ความตระหนี่ถี่เหนียวมาเป็นนายกุญแจ ปิดกุญแจแห่งกุศลของเรา- ใครจะว่าจะนินทา - เฉยไว้ก็ดีเอง- สนิมกินเหล็ก - กิเลสกินใจ- การเจริญเมตตาปรานี - ต้องให้มีไมตรีจิตมิตรภาพปรารถนาดีในเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย - เมื่อมีเมตตามากๆ -ความยินดีในความโกรธอาฆาตพยาบาทจะหมดไป - เมื่อเราทำเช่นนี้มากๆ - ความตระหนี่ถี่เหนียวก็จะหายไป - จะกลายเป็นผู้เสียสละอยู่อย่างนั้น - เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคะ โทสะ ก็จะเบาบาง ด้วยการแผ่เมตตาปรารถนาดีให้กันและกันเสมอๆ- เมื่อไม่มีความโกรธแล้ว แต่ความหลงยังมีอยู่นะ - หลงโลภ หลงรัก หลงชัง อะไรต่างๆ - เหล่านี้เป็นกิเลส เป็นตัณหา เป็นกิเลสวัฏฏะ เป็นตัวจักรของกิเลส- ซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรมไปต่างๆ - เพราะฉะนั้น เรจึงต้องมาทำกรรมฐาน ทำสมาธิภาวนากัน- หมากัดขาเรา - เราอย่าไปกัดขาหมาตอบ - ถ้าไปกัด คงน่าเกลียดจริงๆ - หมากัดขาเรา ก็รักษาแผลไป ไม่ต้องไปกัดขาหมาตอบ - ถ้ามีคนอื่นตำหนิเรา อย่าอย่าไปตำหนิเขาตอบ - ใครทำให้เราโกรธ เราอย่าหลงไปโกรธเขาตอบ - ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก_______________________________________________________________________- เราได้อาศัยร่างกายที่มีแต่ของเน่าๆ เปื่อยๆ มาทำประโยชน์ไปวันๆ เท่านั้นเอง- ยังน่าปลื้มใจที่อาศัยไหว้พระสวดมนต์ รักษาศีล ทำบุญให้ทาน ทำสมาธิภาวนา ทำคุณความดีเพื่อประโยชน์ตนบ้าง เพื่อประโยชน์ผู้อื่นบ้าง ยังน่าปลื้มนะ - ให้ทำความดีเยอะๆ ทำบุญให้ทาน นั่งสมาธิ และรักษาศีลให้บริสุทธิ์ให้มากๆ - อย่าได้ประมาทเลย พยายามทำให้ต่อเนื่อง มันจะแก่กล้าขึ้น - การทำอย่างที่ว่ามานี้ เขาเรียกว่าอบรมบ่นอินทรีย์ให้แก่กล้า- สร้างบุญบารมีให้ใหญ่โต- ถ้าเราพิจารณกายให้ลึกลงไป ให้เห็นลงไปจริงๆ - ลงไปถึงใส้ใหญ่ ใส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า เหล่านี้มันมีอะไรวิเศษนัก - จึงถือทิฐิมานะ ไม่ยอมกราบไหว้ผู้อื่น - ทำไมยึดถือของเน่าๆ อยู่เต็มตัว จนไม่ยอมกราบไหว้ เคารพนับถือผู้อื่น - ก็ได้ร่างกายเน่าๆ นี่แหละ พิจารณาให้ซึ้งให้ถึงแก่นเถอะ -ให้ช่ำชอง ชำนาญในการเข้าและออกจนจิตใจผ่องใส ไม่มีมลทินโทษแล้ว - ทิฐิบริสุทธิ์ ญาณทัศนะ ธาตุก็จะบริสุทธิ์ - ตายแล้วกระดูกเป็นพระธาตุแน่นอน- พระคุณต้องทดแทน ถ้าเคียดแค้นต้องอโหสิ - อเวรัง อะสะปัตตัง - พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่จองเวร เป็นผู้อโหสิ- ผู้ถึงพร้อมด้วยทาน ศีล ภาวนา - ได้ชื่อว่ามีใจที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว - จะไม่มีทางเอารัดเอาเปรียบ - มีแต่การเสียสละ จะอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข- บุคคลใดเป็นคนเลี้ยงง่าย มีกิจวัตรประจำวันที่เรียบง่าย- ใจจะสบาย การปฏิบัติก็รวมใจเป็นหนึ่งได้ง่าย - ความวุ่นวายก็น้อยลง ความกังวลติดยึดจะไม่มี_______________________________________________________________________- การทำความเพียร -ไม่ใช่เดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ ไม่ใช่ทำทั้งวันทั้งคืนหรอก - ถ้ายังเดินคิด นั่งคิด ก็จัดว่าเป็นความเพียรไม่ได้ - เรียกว่าฟุ้งซ่าน- การทำความเพียร หมายถึงการมีสติ ทำอะไรทำอย่างมีสติระลึกได้อยู่ - จะก้าวหน้า จะถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา จะพูดจาอะไรมีสติ กำหนดรู้ทั่วอยู่ ระลึกได้อยู่เสมอ - นี่เรียกทำความเพียร - ทุกอิริยาบถจดจ่ออยู่ อย่าเผลอ - ร่างกายมันพักผ่อน ใจก็ยังมีสติอยู่ นี่เรียกว่าความเพียร- ทรัพย์ภายใน ท่านว่า แสวงรู้ แสวงอ่าน แสวงฟัง แสวงเรียน - นี่เป็นทรัพย์ภายใน - แต่ถ้าท่านผู้ใดปล่อยให้วันเวลาล่วงไปๆ ไม่แสวงหาทรัพย์เหล่านี้ไว้ในใจ- ก็จะโง่ ไม่ฉลาด จะทำให้เป็นคนจนได้- คนที่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง - จะเป็นที่พึ่งของใครไม่ได้ พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ไม่มีทางออก - บางคนพอคิดอะไรไม่ออก ก็คิดสั้นฆ่าตัวตายไปให้เป็นวิบากกรรมติดตามไปในภพหน้าชาติหน้าต่อไปอีกชั่วกาลนาน- มีหลายคนแล้วที่ประสบกับปัญหาเข้าขั้นวิกฤติ ยามเข้าตาจน- แล้วรอดปลอดภัยจากเหตุการณ์ จากปัญหาร้ายแรงมาได้อย่างคาดไม่ถึง - เป็นเพราะเขาระลึกนึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งบ่อยๆ - เพียงน้อมระลึกนึกถึงก็ได้บุญกุศล ทำให้ผ่านพ้นวิกฤตไว้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ_______________________________________________________________________- ราคะไม่มี, โทสะไม่มี, โมหะไม่มี - ความดึงดูดของโลกดูดไม่ได้เลย - เพราะไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดดูดกันได้แล้ว - เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าท่านไปไหนมาไหน ท่านเหาะเอา - เพราะโลกไม่ดึงดูด- มัวแต่คิดจะต่อต้านผู้อื่น -ทำไมไม่คิดต่อต้านกิเลสตัวเอง เอาชนะกิเลสตัวเอง - ทำอย่างไรความโลภมันจึงจะเบาบางลง - ทำอย่างไรความโกรธมันจึงจะเบาบางลง- ทำอย่างไรความหลงมันจึงจะเบาบางลงไป - นี่คือหน้าที่ของเราโดยตรง- ผู้ภาวนาชั้นยอด - ท่านเพียรฆ่าความโกรธให้มันหมด - ฆ่าความโลภให้มันหมด- ฆ่าความหลงให้มันหมด- ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา - ใครนินทา เราไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจก็สบาย - คนนินทาน่ะ เป็นยาชูกำลังที่จะเตือนตัวเอง - เขาติดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว- ถ้าเราเป็นอย่างนั้นจะได้ปรับปรุง เราจะไปโกรธเขาทำไม - ถ้าไปโกรธเขา ก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง- ไม่ต้องรู้อะไรมาก - รู้ภายในน้อยๆ รู้ตามคำสั่งสอนน้อยๆ มันก็กว้างออกมาได้ - รู้ทุกขัง รู้อนิจจัง รู้อนัตตา รู้แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว- สังขารความคิดปรุงแต่ง มันไม่ใช่เรา - แต่มันลากเราให้ติดให้ทุกข์ ไม่รู้จักจบจักสิ้น- เพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อสังขาร- เรียนทางโลก - เรียนไปๆ ก็ยิ่งหนาไปเรื่อย ไม่เบาบางได้เลย - เรียนทางธรรม เรียนละ- ละโลภ ละโกรธ ละหลง ละกิเลสตัณหา - มันก็เบาไปๆ จนไม่มีภาระ หมดภาระถาม - ทำสมถะมากๆ มันแช่ในอารมณ์ นิ่งไปเลย มันติดในสมาธิตอบ - มันจะแช่อะไร - เราวุ่นวายมาตั้งเท่าไหร่ - จะทำความสงบให้ใจ มันจะแช่อะไร - สมถะนี่แหละตัวสมาธิ ให้ใจมันสงบ ให้ใจมันแน่เสียก่อน - จึงค่อยวิปัสสนา พิจารณาร่างกาย ผมขนเล็บ ฟัน หนัง_______________________________________________________________________- เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส - ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นใหญ่ มีอำนาจมาก -แต่โกงกินแผ่นดิน จนประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก - ต่อมาประชาชนรวมตัวกันขับไล่ จนต้องหนีออกนอกประเทศ - เงินที่โกงกินแผ่นดินมาถูกยึดคืนหมด - ในที่สุดก็ตายอย่างหมาข้างถนน- ความโลภเป็นอันตรายแก่ความเจริญทั้งหลาย- ทำลายชื่อเสียง เกียรติยศ รสนิยมพังไปตามๆ กัน- ทำทานรักษาศีลเจริญภาวนาก็เพื่อกำจัดกิเลส- มีศีล มีธรรม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน - จึงเป็นคนดีได้ - ถ้าไม่มีก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน -สัตว์เดรัจฉานเห็นกันก็กัดกัน -มีอาหารกิน มันก็ไม่แบ่งใคร - มันหวงแต่ตัวคนเดียว กินไม่หมดโน่นแหละจึงให้เขา- ไวปากเสียศีล ไวตีนตกต้นไม้ - เขามาว่า หรือทำไม่ดีกับเรา ก็สาธุๆไว้ - อย่าไปโกรธเขา - เราจะไม่โกรธ จะไม่ต่อสู้ใครเลย - แม้แต่ยุงมากัด ก็ไม่คิดทำร้ายมันเลย- ไม่ต้องถามปัญหาอะไรหลาย - ไม่มีปัญหา ไม่ต้องสงสัยอะไร - มีความสงสัยเกิดขึ้น รู้อยู่ อย่าไปตาม - ถ้าปล่อยให้มันสงสัย มันก็สงสัยเรื่อยไป - รู้เท่าทันความสงสัยพอ_______________________________________________________________________- ธรรมที่ทำให้งามคือขันติ - ความอดกัน ทนทานไม่โกรธง่ายโสรัจจะ - ความสงบเสงี่ยมเจียมตัว อ่อนน้อม สะอาดเรียบร้อย- คนวู่วาม ทำตามใจตน เป็นคนโกรธง่าย ขาดขันติไม่งามเลย - คนเราถึงแม้หน้าตาจะดีแค่ไหน ให้แต่งตัวสวยๆ ใส่เครื่องประดับราคาแพงมากมายขนาดไหนก็ตาม - แต่ถ้าขาดความเสงี่ยมเจียมตัว หยิ่งยโส แข็งกระด้าง - มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ เวลาเดินผ่านไม่มีก้มศีรษะ เดินคอแข็งผ่านไปเฉยเลย - ดูงามไหมล่ะ ดูไม่ได้เลย ไม่งามเลย- ฆราวาสธรรมมี4 ข้อ1. สัจจะ - ความซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน2. ทโม - รู้จักข่มใจตนเอง เมื่อประสบกับอารมณ์อันไม่พึงปรารถนา3. ฐิติ - ขันติ ความอดทนอดกลั้น4. จาโค - การเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น- หากบุคคลใดมีฆราวาสธรรมครบทั้ง 4 ข้อแล้ว - ทำมาค้าขึ้นซื้อง่ายขายคล่อง - เทวดานิยมชมชอบคอยดูแลช่วยเหลือ -ทำน้อยๆ ก็ได้มามาก - หากไม่มีฆราวาสธรรม แม้ทำแทบแย่ แต่ก็ได้มานิดเดียว - เฮ็ดเพียงตีน มันก็ขึ้นมาเพียงตา -เฮ็ดเพียงตา มันก็ได้มาเพียงตีน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น